ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์

  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
  • ระบบป้องกันฟ้าผ่า (สายล่อฟ้า) LPI แบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์
รายละเอียดสินค้า

ระบบป้องกันฟ้าผ่าแบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์ สามารถอ้างอิงการออกแบบได้ตามมาตรฐาน วสท. 2009-59, IEC 62305-3, NFPA 780 และ ITU K.112 ซึ่งตามมาตรฐานเหล่านี้มีหลายแนวทางในการออกแบบและติดตั้งระบบสายล่อฟ้าแบบ ฟาราเดย์ อุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าสมัยใหม่มีรูปแบและวัสดุให้เลือกใช้ที่หลากหลาย นอกจากการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าที่ได้มาตรฐานแล้ว ต้องเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่นำไปติดตั้งระบบสายล่อฟ้าแบบ ฟาราเดย์ และทางบริษัทยังมีบริการออกแบบ ติดตั้งระบบสายล่อฟ้าแบบ ฟาราเดย์ บำรุงรักษา และตรวจสอบระบบป้องกันฟ้าผ่าอย่างครบวงจรด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่ได้มาตรฐานสากล

ระบบป้องกันฟ้าผ่า มีดังนี้
1. ระบบตัวนำล่อฟ้า (Air Termination System)
วิธีการออกแบบตำแหน่งตัวนำล่อฟ้าได้แก่ วิธีมุมป้องกัน วิธีทรงกลมกลิ้ง และวิธีตาข่าย
2. ระบบตัวนำลงดิน (Down Conductor System)
ตัวนำลงดินควรมีระยะห่างเท่าๆกัน ระหว่าง 10 ถึง 20 เมตร
รูปแบบตัวนำลงดิน: กลมตัน เทปตัน และสายตีเกลียว
3. ระบบลากสายดิน (Earth Termination System)
รูปแบบระบบลากสายดิน ได้แก่ ลากสายดินแนวรัศมีและแนวดิ่ง และลากสายดินวงแหวน / ลากสายดินฐานลาก

อุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า หรือ สายล่อฟ้า LPI สามารถประยุกต์ใช้ในงานออกแบบตามมาตรฐาน วสท. 2009-59, IEC 62305-3, NFPA 780 และ ITU K.112 โดยมีคุณสมบัติต่างๆ เป็นไปตามาตรฐาน IEC 62561

ระบบป้องกันฟ้าผ่าแบบ Faraday Cage หรือระบบกรงฟาราเดย์ เป็นระบบป้องกันฟ้าผ่าแบบดั้งเดิม (Conventional Lightning Protection System) ติดตั้งตัวนำโลหะเป็นโครงข่ายครอบคลุมหลังคา เชื่อมกับสายตัวนำลงดินหลายเส้นและต่อเข้าระบบหลักดิน เมื่อฟ้าผ่าลงอาคาร กระแสจะถูกดักรับที่แท่งล่อฟ้าหรือตาข่ายตัวนำ แล้วกระจายผ่านเส้นทางลงดินหลายทางก่อนระบายสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย

จุดเด่นของระบบ Faraday Cage

  • เป็นระบบป้องกันฟ้าผ่าแบบ Conventional ที่ใช้งานแพร่หลาย
  • อาศัยหลักการทางกายภาพที่ชัดเจน
  • ปกคลุมพื้นที่หลังคาด้วยโครงข่ายตัวนำ
  • กระจายกระแสผ่านสายตัวนำลงดินหลายเส้น
  • เหมาะกับอาคารขนาดใหญ่และหลังคาแบน
  • ปรับแนวตาข่ายให้เหมาะกับรูปทรงอาคารได้
  • ตรวจสอบแนวตัวนำและจุดเชื่อมต่อได้ง่าย
  • ใช้ร่วมกับโครงสร้างโลหะธรรมชาติได้เมื่อผ่านข้อกำหนด
  • ไม่ต้องพึ่งวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในการดักรับฟ้าผ่า
  • ออกแบบตาม IEC 62305, BS EN 62305, AS 1768 หรือมาตรฐานที่โครงการกำหนด
  • อุปกรณ์แต่ละส่วนเปลี่ยนหรือบำรุงรักษาแยกกันได้

LPI หรือ Lightning Protection International จัดกลุ่มอุปกรณ์ดังกล่าวไว้ในกลุ่ม Conventional Systems ซึ่งครอบคลุมตัวนำ ข้อต่อ อุปกรณ์ยึด ฐานแท่งล่อฟ้า และอุปกรณ์ประกอบระบบป้องกันฟ้าผ่า

หลักการทำงาน

ระบบ Faraday Cage ประกอบด้วยเส้นทางนำกระแสฟ้าผ่าที่ต่อเนื่องจากส่วนบนสุดของอาคารลงไปถึงระบบสายดิน โดยมีลำดับการทำงานดังนี้

  1. แท่งล่อฟ้าหรือตาข่ายตัวนำบนหลังคารับกระแสจากฟ้าผ่า
  2. กระแสฟ้าผ่าไหลผ่านตัวนำบนหลังคาไปยังสายตัวนำลงดิน
  3. สายตัวนำลงดินหลายเส้นช่วยแบ่งกระแสและลดความหนาแน่นของกระแสในเส้นทางเดียว
  4. ระบบ Bonding ช่วยลดความต่างศักย์ระหว่างชิ้นส่วนโลหะ
  5. กระแสถูกส่งเข้าสู่หลักดินหรือโครงข่ายสายดิน
  6. พลังงานจากฟ้าผ่ากระจายตัวลงสู่มวลดิน
  7. อุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากช่วยจำกัดแรงดันเกินที่เข้าสู่ระบบไฟฟ้าและระบบสื่อสาร

วิธีการกำหนดพื้นที่ป้องกัน

การออกแบบตำแหน่งแท่งล่อฟ้าและตัวนำบนหลังคาสามารถพิจารณาตามวิธีที่มาตรฐานกำหนด ได้แก่

1. Mesh Method

ติดตั้งตัวนำเป็นตาข่ายบนหลังคา เพื่อสร้างโครงข่ายรับฟ้าผ่าครอบคลุมพื้นที่อาคาร เหมาะกับหลังคาแบนหรืออาคารที่มีพื้นที่หลังคาขนาดใหญ่ ขนาดช่องตาข่ายต้องกำหนดตามระดับการป้องกันฟ้าผ่า ไม่ควรกำหนดจากขนาดอาคารเพียงอย่างเดียว

2. Rolling Sphere Method

ใช้แนวคิดทรงกลมจำลองกลิ้งไปตามพื้นผิวอาคาร จุดใดที่ทรงกลมสัมผัสถือเป็นบริเวณที่อาจถูกฟ้าผ่า จึงต้องติดตั้ง Air Terminal หรือตัวนำเพื่อรับฟ้าผ่าในตำแหน่งดังกล่าว รัศมีทรงกลมขึ้นอยู่กับ Lightning Protection Level ที่เลือกใช้

3. Protective Angle Method

กำหนดเขตป้องกันจากมุมใต้แท่งล่อฟ้า เหมาะกับโครงสร้างหรือส่วนยื่นที่มีรูปทรงไม่ซับซ้อน โดยค่ามุมป้องกันจะแตกต่างกันตามความสูงของแท่งและระดับการป้องกัน

การออกแบบจริงอาจใช้มากกว่าหนึ่งวิธีร่วมกัน โดยเฉพาะอาคารที่มีรูปทรงซับซ้อนหรือมีอุปกรณ์จำนวนมากบนหลังคา

ระดับการป้องกันฟ้าผ่า

มาตรฐาน IEC 62305 แบ่งระดับระบบป้องกันฟ้าผ่าออกเป็น 4 ระดับ

ระดับ ระดับการป้องกัน ขนาดช่องตาข่ายสูงสุดโดยทั่วไป รัศมี Rolling Sphere
LPL I สูงที่สุด 5 × 5 เมตร 20 เมตร
LPL II สูง 10 × 10 เมตร 30 เมตร
LPL III ปานกลาง 15 × 15 เมตร 45 เมตร
LPL IV ทั่วไป 20 × 20 เมตร 60 เมตร

ระดับที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากการประเมินความเสี่ยง ไม่ควรเลือกระดับจากประเภทอาคารเพียงอย่างเดียว

ส่วนประกอบหลักของระบบ

1. Air Terminal หรือแท่งล่อฟ้า

ติดตั้งบริเวณจุดสูง จุดมุม ขอบหลังคา หรือบริเวณที่มีโอกาสรับฟ้าผ่า เช่น

  • ยอดอาคาร
  • ดาดฟ้า
  • ขอบและมุมหลังคา
  • ห้องเครื่องบนหลังคา
  • เสาอากาศ
  • ถังน้ำ
  • ป้ายและโครงสร้างโลหะ
  • อุปกรณ์สื่อสาร
  • ระบบปรับอากาศและอุปกรณ์บนหลังคา

แท่งล่อฟ้าต้องติดตั้งร่วมกับฐานและอุปกรณ์ยึดที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและวัสดุของหลังคา

2. Roof Conductor Network

ตัวนำโลหะที่เดินเป็นตาข่ายบนหลังคา ทำหน้าที่รับและนำกระแสไปยังสายตัวนำลงดิน วัสดุที่นิยมใช้ ได้แก่

  • ทองแดงเปลือย
  • ทองแดงชุบดีบุก
  • อะลูมิเนียม
  • วัสดุอื่นที่ผ่านข้อกำหนดของมาตรฐาน

การเลือกวัสดุต้องคำนึงถึงการกัดกร่อนทางไฟฟ้าเคมี โดยเฉพาะบริเวณที่เชื่อมต่อโลหะต่างชนิดกัน

3. Finial Base

ฐานสำหรับยึดแท่งล่อฟ้าเข้ากับพื้นผิวหลังคาหรือโครงสร้าง มีหลายรูปแบบให้เหมาะกับหลังคาคอนกรีต หลังคาเมทัลชีท ผนัง หรือโครงสร้างเฉพาะ

4. Conductor Fixing

อุปกรณ์ยึดตัวนำเข้ากับหลังคาและผนัง ช่วยรักษาระยะและแนวเดินสายให้มั่นคง โดยควรออกแบบให้รองรับแรงทางกล การขยายตัวจากอุณหภูมิ และสภาพแวดล้อมภายนอก LPI มีอุปกรณ์ Conventional System ทั้งแบบยึดกับโครงสร้างและแบบติดตั้งโดยลดการเจาะทะลุหลังคา ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และพื้นผิวติดตั้ง

5. Conductor Connector

ข้อต่อสำหรับเชื่อมตัวนำในแนวตรง จุดตัด จุดแยก และจุดต่อกับแท่งล่อฟ้าหรือสายตัวนำลงดิน จุดเชื่อมต่อต้องมีความแข็งแรงทางกลและนำกระแสฟ้าผ่าได้อย่างต่อเนื่อง

6. Down Conductor

สายตัวนำที่นำกระแสจากหลังคาลงสู่ระบบหลักดิน ควรติดตั้งหลายเส้นรอบอาคารเพื่อให้กระแสฟ้าผ่ามีเส้นทางขนานและกระจายตัวได้ดี แนวทางติดตั้งที่สำคัญ ได้แก่

  • เลือกเส้นทางที่สั้นและตรง
  • หลีกเลี่ยงการโค้งหักมุมรุนแรง
  • หลีกเลี่ยงการเดินสายเป็นวงหรือย้อนกลับ
  • กระจายสายรอบแนวเส้นรอบอาคาร
  • ยึดสายให้แข็งแรง
  • รักษาระยะห่างจากระบบไฟฟ้าและโลหะอื่นตามผลการคำนวณ
  • ป้องกันความเสียหายในบริเวณที่บุคคลเข้าถึงได้

จำนวนและระยะห่างของสาย Down Conductor ต้องกำหนดตามระดับ LPS รูปทรงอาคาร และมาตรฐานที่ใช้

7. Test Joint

จุดทดสอบระหว่างสายตัวนำลงดินกับระบบหลักดิน สามารถถอดแยกเพื่อตรวจวัดค่าความต้านทานดินและตรวจสอบความต่อเนื่องของตัวนำได้ ควรติดตั้งในตำแหน่งที่เข้าถึงเพื่อบำรุงรักษาได้ แต่ได้รับการป้องกันจากการกระแทก การแกะ หรือการกัดกร่อน

8. Earth Electrode

ระบบหลักดินทำหน้าที่ระบายกระแสฟ้าผ่าลงสู่พื้นดิน อาจประกอบด้วย

  • แท่งหลักดิน
  • ตัวนำวงแหวนรอบอาคาร
  • แผ่นกราวด์
  • ระบบกริดใต้ดิน
  • ฐานรากอาคารที่ออกแบบเป็น Foundation Earth
  • สารปรับปรุงค่าความต้านทานดิน

การออกแบบต้องพิจารณาค่าความต้านทานจำเพาะของดิน พื้นที่ติดตั้ง การกัดกร่อน และการกระจายกระแสอิมพัลส์ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่าความต้านทานดินตัวเลขเดียว

9. Earth Pit

บ่อพักสำหรับตรวจสอบและบำรุงรักษาจุดต่อหลักดิน ช่วยป้องกันข้อต่อจากความเสียหายและทำให้เข้าถึงจุดทดสอบได้สะดวก

10. Equipotential Bonding

การเชื่อมประสานส่วนโลหะและระบบกราวด์ให้มีศักย์ไฟฟ้าใกล้เคียงกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากประกายไฟด้านข้างหรือ Side Flash รายการที่อาจต้องพิจารณา Bonding ได้แก่

  • โครงสร้างเหล็ก
  • ท่อน้ำและท่อโลหะ
  • รางเคเบิล
  • ระบบปรับอากาศ
  • โครงหลังคา
  • ระบบสายดินไฟฟ้า
  • ระบบสื่อสาร
  • ระบบป้องกันอัคคีภัย
  • โลหะจากภายนอกที่เข้าสู่อาคาร

ระบบหลักดินป้องกันฟ้าผ่าและหลักดินระบบไฟฟ้าควรได้รับการประสานตามมาตรฐาน เพื่อลดความต่างศักย์อันตราย LPI ระบุว่าการทำ Earthing และ Bonding มีหน้าที่สร้างจุดอ้างอิงที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำและลดความต่างศักย์ระหว่างส่วนตัวนำต่าง ๆ

11. Surge Protection Device

Faraday Cage ช่วยจัดการฟ้าผ่าโดยตรงภายนอกอาคาร แต่ไม่สามารถป้องกันแรงดันกระชากที่เข้าสู่สายไฟ สายโทรศัพท์ หรือสายข้อมูลได้ทั้งหมด จึงควรติดตั้ง SPD ร่วมด้วย จุดติดตั้งที่ควรพิจารณา ได้แก่

  • ตู้เมนไฟฟ้า
  • ตู้จ่ายไฟย่อย
  • วงจรอุปกรณ์สำคัญ
  • สายโทรศัพท์
  • สายเครือข่ายและข้อมูล
  • ระบบกล้องวงจรปิด
  • ระบบ Fire Alarm
  • ระบบ Nurse Call
  • ระบบควบคุมอาคาร
  • สายสัญญาณจากภายนอก

UPS ไม่ได้ทดแทน SPD โดยตรง เนื่องจาก UPS ทั่วไปอาจไม่สามารถรองรับกระแสกระชากหน้าคลื่นสูงจากเหตุฟ้าผ่าได้

แนวคิด Four-Step Protection ของ LPI

LPI แนะนำให้ระบบป้องกันฟ้าผ่าครบวงจรครอบคลุม 4 ส่วน ได้แก่

  1. Direct Strike Protection – ดักรับฟ้าผ่าโดยตรง
  2. Surge Protection – ป้องกันแรงดันและกระแสกระชาก
  3. Earthing and Bonding – ระบายกระแสและลดความต่างศักย์
  4. Personal Protection – ลดความเสี่ยงต่อบุคลากร

ดังนั้น การติดตั้งเฉพาะแท่งล่อฟ้าบนหลังคาโดยไม่มีระบบ Down Conductor, Earthing, Bonding และ SPD ที่เหมาะสม ยังไม่ถือเป็นระบบป้องกันที่ครบถ้วน

ข้อควรพิจารณา

  • ใช้ตัวนำและอุปกรณ์บนหลังคาหลายจุด
  • อาจส่งผลต่อความสวยงามของอาคาร
  • ต้องประสานตำแหน่งกับระบบหลังคาและงานสถาปัตยกรรม
  • ต้องระวังการเจาะหลังคาและปัญหาน้ำรั่ว
  • ต้องควบคุมการกัดกร่อนเมื่อใช้โลหะต่างชนิด
  • อาคารรูปทรงซับซ้อนต้องวิเคราะห์พื้นที่ป้องกันอย่างละเอียด
  • อุปกรณ์ใหม่บนหลังคาอาจทำให้ต้องทบทวนแบบป้องกัน
  • ต้องตรวจสอบความต่อเนื่องของตัวนำและสภาพจุดต่อเป็นระยะ
  • ระบบภายนอกต้องทำงานร่วมกับ SPD และ Bonding ภายในอาคาร
  • ต้องรักษาระยะ Separation Distance หรือทำ Bonding ตามผลการออกแบบ เพื่อป้องกันประกายไฟข้าม

อาคารที่เหมาะกับระบบนี้

  • โรงพยาบาลและสถานพยาบาล
  • อาคารสำนักงาน
  • โรงงานอุตสาหกรรม
  • คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า
  • ศูนย์ข้อมูล
  • อาคารสื่อสาร
  • โรงเรียนและมหาวิทยาลัย
  • ศูนย์การค้า
  • โรงแรม
  • สนามบินและสถานีขนส่ง
  • อาคารที่มีหลังคาแบนหรือพื้นที่หลังคาขนาดใหญ่
  • อาคารที่มีอุปกรณ์สำคัญจำนวนมากบนดาดฟ้า

ขั้นตอนการออกแบบและติดตั้ง

  1. สำรวจอาคารและสภาพพื้นที่
  2. ประเมินความเสี่ยงจากฟ้าผ่า
  3. กำหนดมาตรฐานและ Lightning Protection Level
  4. ตรวจสอบโครงสร้างและวัสดุหลังคา
  5. กำหนดเขตป้องกันด้วย Mesh, Rolling Sphere หรือ Protective Angle
  6. วางตำแหน่งแท่งล่อฟ้าและตัวนำบนหลังคา
  7. กำหนดจำนวนและตำแหน่งสาย Down Conductor
  8. คำนวณ Separation Distance
  9. ออกแบบระบบ Earthing และ Equipotential Bonding
  10. ออกแบบ SPD สำหรับระบบไฟฟ้าและสัญญาณ
  11. ติดตั้งด้วยอุปกรณ์และวัสดุที่เข้ากันได้
  12. ตรวจวัดและจัดทำรายงานผลก่อนส่งมอบ

การตรวจสอบและบำรุงรักษา

ควรตรวจสอบระบบตามรอบเวลาและหลังเหตุการณ์สำคัญ เช่น ฟ้าผ่ารุนแรง งานต่อเติมอาคาร หรือการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่บนหลังคา โดยตรวจสอบ

  • สภาพแท่งล่อฟ้า
  • ความต่อเนื่องของตัวนำ
  • จุดต่อและข้อต่อทุกตำแหน่ง
  • อุปกรณ์ยึดและแนวสาย
  • ร่องรอยความร้อนหรือการอาร์ก
  • การกัดกร่อน
  • ความเสียหายจากงานหลังคา
  • จุดทดสอบและบ่อพักสายดิน
  • ระบบ Bonding
  • ค่าของระบบหลักดิน
  • สถานะของ SPD
  • แบบ As-built ให้ตรงกับสภาพจริง

มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

การออกแบบควรอ้างอิงมาตรฐานที่ข้อกำหนดโครงการหรือกฎหมายกำหนด เช่น

  • IEC 62305 – Protection Against Lightning
  • BS EN 62305
  • IEC 62561 – Lightning Protection System Components
  • IEC 61643 – Surge Protective Devices
  • AS 1768 – Lightning Protection
  • NFPA 780 – Standard for the Installation of Lightning Protection Systems
  • UL 96 – Lightning Protection Components

อุปกรณ์ LPI มีผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงมาตรฐานหลายชุด แต่ต้องตรวจสอบเอกสารรับรองของรหัสสินค้าแต่ละรายการ ไม่ควรถือว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นผ่านมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด

โดยสรุป ระบบ LPI แบบ Faraday Cage เป็นระบบป้องกันฟ้าผ่าแบบโครงข่ายตัวนำที่ครอบคลุมอาคาร รับกระแสฟ้าผ่าในตำแหน่งที่ออกแบบไว้ กระจายกระแสผ่านตัวนำลงดินหลายเส้น และระบายลงสู่ระบบหลักดิน เมื่อติดตั้งร่วมกับ Equipotential Bonding และ Surge Protection จะช่วยป้องกันทั้งตัวอาคาร บุคลากร และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในได้อย่างครบวงจรมากขึ้น

ปรึกษาทีมงานวิศวกรโดยตรง

ทีมงานวิศวกรชำนาญงานประสบการณ์มากกว่า 20 ปี

เราออกแบบและติดตั้งระบบเรียกพยาบาล ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
ระบบป้องกันฟ้าผ่า ให้ทั้งหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานราชการมาอย่างยาวนาน

คำถามที่พบบ่อย

ติดตั้งตัวนำโลหะเป็นโครงข่ายครอบคลุมหลังคา เชื่อมกับสายตัวนำลงดินหลายเส้นและต่อเข้าระบบหลักดิน เมื่อฟ้าผ่าลงอาคาร กระแสจะถูกดักรับที่แท่งล่อฟ้าหรือตาข่ายตัวนำ แล้วกระจายผ่านเส้นทางลงดินหลายทางก่อนระบายสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย

อ้างอิงได้ตามมาตรฐาน วสท. 2009-59, IEC 62305-3, NFPA 780 และ ITU K.112 ซึ่งมีหลายแนวทางในการออกแบบและติดตั้งให้เลือกใช้

นอกจากเลือกอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานแล้ว ต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่นำไปติดตั้งด้วย ทางบริษัทมีบริการออกแบบและติดตั้งระบบสายล่อฟ้าแบบฟาราเดย์ให้ตรงกับหน้างานแต่ละแห่ง

logo