Call Center
02-518-0680Call Center
02-518-0680
ระบบป้องกันฟ้าผ่าแบบ Faraday Cage หรือแบบฟาราเดย์ สามารถอ้างอิงการออกแบบได้ตามมาตรฐาน วสท. 2009-59, IEC 62305-3, NFPA 780 และ ITU K.112 ซึ่งตามมาตรฐานเหล่านี้มีหลายแนวทางในการออกแบบและติดตั้งระบบสายล่อฟ้าแบบ ฟาราเดย์ อุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าสมัยใหม่มีรูปแบและวัสดุให้เลือกใช้ที่หลากหลาย นอกจากการเลือกใช้อุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าที่ได้มาตรฐานแล้ว ต้องเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่นำไปติดตั้งระบบสายล่อฟ้าแบบ ฟาราเดย์ และทางบริษัทยังมีบริการออกแบบ ติดตั้งระบบสายล่อฟ้าแบบ ฟาราเดย์ บำรุงรักษา และตรวจสอบระบบป้องกันฟ้าผ่าอย่างครบวงจรด้วยเครื่องมือเฉพาะทางที่ได้มาตรฐานสากล
ระบบป้องกันฟ้าผ่า มีดังนี้
1. ระบบตัวนำล่อฟ้า (Air Termination System)
วิธีการออกแบบตำแหน่งตัวนำล่อฟ้าได้แก่ วิธีมุมป้องกัน วิธีทรงกลมกลิ้ง และวิธีตาข่าย
2. ระบบตัวนำลงดิน (Down Conductor System)
ตัวนำลงดินควรมีระยะห่างเท่าๆกัน ระหว่าง 10 ถึง 20 เมตร
รูปแบบตัวนำลงดิน: กลมตัน เทปตัน และสายตีเกลียว
3. ระบบลากสายดิน (Earth Termination System)
รูปแบบระบบลากสายดิน ได้แก่ ลากสายดินแนวรัศมีและแนวดิ่ง และลากสายดินวงแหวน / ลากสายดินฐานลาก
อุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า หรือ สายล่อฟ้า LPI สามารถประยุกต์ใช้ในงานออกแบบตามมาตรฐาน วสท. 2009-59, IEC 62305-3, NFPA 780 และ ITU K.112 โดยมีคุณสมบัติต่างๆ เป็นไปตามาตรฐาน IEC 62561
ระบบป้องกันฟ้าผ่าแบบ Faraday Cage หรือระบบกรงฟาราเดย์ เป็นระบบป้องกันฟ้าผ่าแบบดั้งเดิม (Conventional Lightning Protection System) ติดตั้งตัวนำโลหะเป็นโครงข่ายครอบคลุมหลังคา เชื่อมกับสายตัวนำลงดินหลายเส้นและต่อเข้าระบบหลักดิน เมื่อฟ้าผ่าลงอาคาร กระแสจะถูกดักรับที่แท่งล่อฟ้าหรือตาข่ายตัวนำ แล้วกระจายผ่านเส้นทางลงดินหลายทางก่อนระบายสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย
LPI หรือ Lightning Protection International จัดกลุ่มอุปกรณ์ดังกล่าวไว้ในกลุ่ม Conventional Systems ซึ่งครอบคลุมตัวนำ ข้อต่อ อุปกรณ์ยึด ฐานแท่งล่อฟ้า และอุปกรณ์ประกอบระบบป้องกันฟ้าผ่า
ระบบ Faraday Cage ประกอบด้วยเส้นทางนำกระแสฟ้าผ่าที่ต่อเนื่องจากส่วนบนสุดของอาคารลงไปถึงระบบสายดิน โดยมีลำดับการทำงานดังนี้
การออกแบบตำแหน่งแท่งล่อฟ้าและตัวนำบนหลังคาสามารถพิจารณาตามวิธีที่มาตรฐานกำหนด ได้แก่
ติดตั้งตัวนำเป็นตาข่ายบนหลังคา เพื่อสร้างโครงข่ายรับฟ้าผ่าครอบคลุมพื้นที่อาคาร เหมาะกับหลังคาแบนหรืออาคารที่มีพื้นที่หลังคาขนาดใหญ่ ขนาดช่องตาข่ายต้องกำหนดตามระดับการป้องกันฟ้าผ่า ไม่ควรกำหนดจากขนาดอาคารเพียงอย่างเดียว
ใช้แนวคิดทรงกลมจำลองกลิ้งไปตามพื้นผิวอาคาร จุดใดที่ทรงกลมสัมผัสถือเป็นบริเวณที่อาจถูกฟ้าผ่า จึงต้องติดตั้ง Air Terminal หรือตัวนำเพื่อรับฟ้าผ่าในตำแหน่งดังกล่าว รัศมีทรงกลมขึ้นอยู่กับ Lightning Protection Level ที่เลือกใช้
กำหนดเขตป้องกันจากมุมใต้แท่งล่อฟ้า เหมาะกับโครงสร้างหรือส่วนยื่นที่มีรูปทรงไม่ซับซ้อน โดยค่ามุมป้องกันจะแตกต่างกันตามความสูงของแท่งและระดับการป้องกัน
การออกแบบจริงอาจใช้มากกว่าหนึ่งวิธีร่วมกัน โดยเฉพาะอาคารที่มีรูปทรงซับซ้อนหรือมีอุปกรณ์จำนวนมากบนหลังคา
มาตรฐาน IEC 62305 แบ่งระดับระบบป้องกันฟ้าผ่าออกเป็น 4 ระดับ
| ระดับ | ระดับการป้องกัน | ขนาดช่องตาข่ายสูงสุดโดยทั่วไป | รัศมี Rolling Sphere |
|---|---|---|---|
| LPL I | สูงที่สุด | 5 × 5 เมตร | 20 เมตร |
| LPL II | สูง | 10 × 10 เมตร | 30 เมตร |
| LPL III | ปานกลาง | 15 × 15 เมตร | 45 เมตร |
| LPL IV | ทั่วไป | 20 × 20 เมตร | 60 เมตร |
ระดับที่เหมาะสมต้องพิจารณาจากการประเมินความเสี่ยง ไม่ควรเลือกระดับจากประเภทอาคารเพียงอย่างเดียว
ติดตั้งบริเวณจุดสูง จุดมุม ขอบหลังคา หรือบริเวณที่มีโอกาสรับฟ้าผ่า เช่น
แท่งล่อฟ้าต้องติดตั้งร่วมกับฐานและอุปกรณ์ยึดที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมและวัสดุของหลังคา
ตัวนำโลหะที่เดินเป็นตาข่ายบนหลังคา ทำหน้าที่รับและนำกระแสไปยังสายตัวนำลงดิน วัสดุที่นิยมใช้ ได้แก่
การเลือกวัสดุต้องคำนึงถึงการกัดกร่อนทางไฟฟ้าเคมี โดยเฉพาะบริเวณที่เชื่อมต่อโลหะต่างชนิดกัน
ฐานสำหรับยึดแท่งล่อฟ้าเข้ากับพื้นผิวหลังคาหรือโครงสร้าง มีหลายรูปแบบให้เหมาะกับหลังคาคอนกรีต หลังคาเมทัลชีท ผนัง หรือโครงสร้างเฉพาะ
อุปกรณ์ยึดตัวนำเข้ากับหลังคาและผนัง ช่วยรักษาระยะและแนวเดินสายให้มั่นคง โดยควรออกแบบให้รองรับแรงทางกล การขยายตัวจากอุณหภูมิ และสภาพแวดล้อมภายนอก LPI มีอุปกรณ์ Conventional System ทั้งแบบยึดกับโครงสร้างและแบบติดตั้งโดยลดการเจาะทะลุหลังคา ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์และพื้นผิวติดตั้ง
ข้อต่อสำหรับเชื่อมตัวนำในแนวตรง จุดตัด จุดแยก และจุดต่อกับแท่งล่อฟ้าหรือสายตัวนำลงดิน จุดเชื่อมต่อต้องมีความแข็งแรงทางกลและนำกระแสฟ้าผ่าได้อย่างต่อเนื่อง
สายตัวนำที่นำกระแสจากหลังคาลงสู่ระบบหลักดิน ควรติดตั้งหลายเส้นรอบอาคารเพื่อให้กระแสฟ้าผ่ามีเส้นทางขนานและกระจายตัวได้ดี แนวทางติดตั้งที่สำคัญ ได้แก่
จำนวนและระยะห่างของสาย Down Conductor ต้องกำหนดตามระดับ LPS รูปทรงอาคาร และมาตรฐานที่ใช้
จุดทดสอบระหว่างสายตัวนำลงดินกับระบบหลักดิน สามารถถอดแยกเพื่อตรวจวัดค่าความต้านทานดินและตรวจสอบความต่อเนื่องของตัวนำได้ ควรติดตั้งในตำแหน่งที่เข้าถึงเพื่อบำรุงรักษาได้ แต่ได้รับการป้องกันจากการกระแทก การแกะ หรือการกัดกร่อน
ระบบหลักดินทำหน้าที่ระบายกระแสฟ้าผ่าลงสู่พื้นดิน อาจประกอบด้วย
การออกแบบต้องพิจารณาค่าความต้านทานจำเพาะของดิน พื้นที่ติดตั้ง การกัดกร่อน และการกระจายกระแสอิมพัลส์ ไม่ควรพิจารณาเฉพาะค่าความต้านทานดินตัวเลขเดียว
บ่อพักสำหรับตรวจสอบและบำรุงรักษาจุดต่อหลักดิน ช่วยป้องกันข้อต่อจากความเสียหายและทำให้เข้าถึงจุดทดสอบได้สะดวก
การเชื่อมประสานส่วนโลหะและระบบกราวด์ให้มีศักย์ไฟฟ้าใกล้เคียงกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากประกายไฟด้านข้างหรือ Side Flash รายการที่อาจต้องพิจารณา Bonding ได้แก่
ระบบหลักดินป้องกันฟ้าผ่าและหลักดินระบบไฟฟ้าควรได้รับการประสานตามมาตรฐาน เพื่อลดความต่างศักย์อันตราย LPI ระบุว่าการทำ Earthing และ Bonding มีหน้าที่สร้างจุดอ้างอิงที่มีอิมพีแดนซ์ต่ำและลดความต่างศักย์ระหว่างส่วนตัวนำต่าง ๆ
Faraday Cage ช่วยจัดการฟ้าผ่าโดยตรงภายนอกอาคาร แต่ไม่สามารถป้องกันแรงดันกระชากที่เข้าสู่สายไฟ สายโทรศัพท์ หรือสายข้อมูลได้ทั้งหมด จึงควรติดตั้ง SPD ร่วมด้วย จุดติดตั้งที่ควรพิจารณา ได้แก่
UPS ไม่ได้ทดแทน SPD โดยตรง เนื่องจาก UPS ทั่วไปอาจไม่สามารถรองรับกระแสกระชากหน้าคลื่นสูงจากเหตุฟ้าผ่าได้
LPI แนะนำให้ระบบป้องกันฟ้าผ่าครบวงจรครอบคลุม 4 ส่วน ได้แก่
ดังนั้น การติดตั้งเฉพาะแท่งล่อฟ้าบนหลังคาโดยไม่มีระบบ Down Conductor, Earthing, Bonding และ SPD ที่เหมาะสม ยังไม่ถือเป็นระบบป้องกันที่ครบถ้วน
ควรตรวจสอบระบบตามรอบเวลาและหลังเหตุการณ์สำคัญ เช่น ฟ้าผ่ารุนแรง งานต่อเติมอาคาร หรือการติดตั้งอุปกรณ์ใหม่บนหลังคา โดยตรวจสอบ
การออกแบบควรอ้างอิงมาตรฐานที่ข้อกำหนดโครงการหรือกฎหมายกำหนด เช่น
อุปกรณ์ LPI มีผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงมาตรฐานหลายชุด แต่ต้องตรวจสอบเอกสารรับรองของรหัสสินค้าแต่ละรายการ ไม่ควรถือว่าผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นผ่านมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด
โดยสรุป ระบบ LPI แบบ Faraday Cage เป็นระบบป้องกันฟ้าผ่าแบบโครงข่ายตัวนำที่ครอบคลุมอาคาร รับกระแสฟ้าผ่าในตำแหน่งที่ออกแบบไว้ กระจายกระแสผ่านตัวนำลงดินหลายเส้น และระบายลงสู่ระบบหลักดิน เมื่อติดตั้งร่วมกับ Equipotential Bonding และ Surge Protection จะช่วยป้องกันทั้งตัวอาคาร บุคลากร และอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในได้อย่างครบวงจรมากขึ้น
เราออกแบบและติดตั้งระบบเรียกพยาบาล ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
ระบบป้องกันฟ้าผ่า ให้ทั้งหน่วยงานเอกชนและหน่วยงานราชการมาอย่างยาวนาน
ติดตั้งตัวนำโลหะเป็นโครงข่ายครอบคลุมหลังคา เชื่อมกับสายตัวนำลงดินหลายเส้นและต่อเข้าระบบหลักดิน เมื่อฟ้าผ่าลงอาคาร กระแสจะถูกดักรับที่แท่งล่อฟ้าหรือตาข่ายตัวนำ แล้วกระจายผ่านเส้นทางลงดินหลายทางก่อนระบายสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย
อ้างอิงได้ตามมาตรฐาน วสท. 2009-59, IEC 62305-3, NFPA 780 และ ITU K.112 ซึ่งมีหลายแนวทางในการออกแบบและติดตั้งให้เลือกใช้
นอกจากเลือกอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานแล้ว ต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่นำไปติดตั้งด้วย ทางบริษัทมีบริการออกแบบและติดตั้งระบบสายล่อฟ้าแบบฟาราเดย์ให้ตรงกับหน้างานแต่ละแห่ง